อนิเมชั่น โครงการพระราชดำริ

    บทความนี้ เป็นการนำเรื่องราวของโครงการพระราชดำริ ซึ่งเกิดขึ้นจากพระปรีชาสามารถในศาสตร์ต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เช่น โครงการเกี่ยวกับดิน น้ำ ป่า และวิศวกรรม มาสื่อในรูปแบบของ "อนิเมชั่น"  เพื่อให้เข้าถึงประชาชนทุกๆ กลุ่ม สั้นๆ เข้าใจง่ายๆ ภายใน 3 นาที
 
ติดตาม ได้จากรายการข้างล่างเลยค่ะ   

ท่ามกลางความสิ้นหวัง เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2522 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินมายังดินแดนแห่งนี้ และพระราชทานพระราชดำริ ให้สร้างศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ฉะเชิงเทรา ขึ้น

ในอดีตบริเวณคุ้งน้ำเจ้าพระยา ที่ตำบลบางกระเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ มีพื้นที่กว่า 12,000 ไร่ หน้าที่สำคัญของคลองลัดโพธิ์เมื่อครั้งอดีต เคยเป็นเส้นทางสัญจรทางเรือ ใช้เป็นแหล่งน้ำสำหรับการเพาะปลูก รวมทั้งทำหน้าที่ลัดน้ำออกสู่ทะเลอ่าวไทย กว้างเพียง 8-10 เมตร และยาว 600 เมตร แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมืองถูกพัฒนามากยิ่งขึ้น แนวคลองถูกถม เพื่อใช้ก่อสร้าง ทั้งบ้านจัดสรร โรงงานอุตสาหกรรม และถนน ขาดการดูแลรักษา คูคลองจึงตื้นเขินเหลือเพียงแค่ 1-2 เมตรเท่านั้น พื้นที่บริเวณนี้จึงถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร ทุกปี ในช่วงน้ำหลาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งฤดูที่มีน้ำท่วมครั้งใหญ่ในกรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2538

ลุ่มน้ำแม่กวงเป็นป่าเสื่อมโทรมพื้นที่ภาคเหนือ ที่มีการลักลอบตัดไม้ จนกลายเป็นภูเขาหัวโล้น สภาพดินไม่สามารถปลูกพืชใด ๆ ได้ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2535 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้มีพระราชดำริเกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่ป่าขุนแม่กวงว่า พื้นที่ที่ปลูกป่าแล้ว พื้นที่ที่บุกลุก และพื้นที่ที่จัดสรรให้ราษฎรทำกินเป็นการชั่วคราว ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ควรจะได้มีการปรับปรุงให้เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร มีความชุ่มชื้น สามารถทำกินได้ และจะไม่ทำการบุกรุกอีกต่อไป รวมทั้งยังสามารถจัดเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของราษฎรได้เช่นกัน

เพราะป่าไม้หาย สายน้ำจึงเหือดแห้งไปจากลุ่มน้ำแม่ปิง สาเหตุอันสำคัญที่ทำให้ผู้คนใน 14 หมู่บ้าน ของอำเภอจอมทอง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ และ อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน ต้องตกอยู่ในความทุกข์ทน ด้วยความยากจนและแร้นแค้นแหล่งน้ำ จวบจนกระทั่งปี 2526 ขณะศูนย์บริการการพัฒนาพันธุ์ไม้ดอก ไม้ผล บ้านไร่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้เข้ามาทดลองปลูกดอกไม้เมืองหนาว ในดินแดนบริเวณนี้ เรื่องราวความทุกข์ยากของราษฎรจึงได้ทราบถึงองค์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงได้พระราชทานพระราชดำริ ให้จัดตั้งโครงการและสร้างอ่างเก็บน้ำสาขาต่าง ๆ ในลุ่มแม่น้ำปิง เพื่อกักเก็บน้ำและส่งให้กับราษฎรที่ได้รับความเดือนร้อน ให้พัฒนาจัดสรรเป็นที่ทำกินให้แก่ราษฎร พื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำให้อนุรักษ์เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร เพื่อได้มีความอุดมสมบูรณ์ต่อไป

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พื้นที่ลุ่มน้ำแม่อาวถูกราษฎรบุกรุก เพื่อใช้เป็นที่ดินทำกิน ทำให้ทรัพยากรป่าไม้ ถูกทำลาย และลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว จากพื้นที่ลุ่มน้ำอันอุดมสมบูรณ์ กลายสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรม

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปยังอำเภอศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย พระองค์ทรงได้เยี่ยมราษฎร และได้ทรงมีกระแสพระราชดำรัสว่า “บริเวณที่ตั้งอยู่ใกล้ป่าต้นน้ำห้วยทอน สมควรที่จะพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อช่วยเหลือราษฎรมีน้ำในการเพาะปลูก พัฒนาอาชีพให้มั่นคงและพัฒนาหมู่บ้าน ในรูปหมู่บ้านป่าไม้เพื่อป้องกันไม่ให้ราษฎรเข้าไปบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ”

จากอดีตอันรุ่งโรจน์ ศูนย์กลางผลิตข้าว เมืองท่าแห่งการค้าขายทางทะเล ที่สำคัญสายหนึ่งมาแต่ครั้งโบราณกาล ความหลากหลายทางชีวภาพ และความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ เหมาะแก่การปลูกข้าวเป็นอย่างยิ่ง ปากพนังจึงกลายเป็นแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญ เป็นศูนย์กลางการค้าข้าว ส่งออกที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ แต่แล้วความรุ่งโรจน์แห่งเมืองท่า ก็เข้าสู่จุดเปลี่ยนแปลง เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 และวาตภัยแฮเรียดแหลมตะลุมพุก ทำลายนาข้าว ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ บ้านเรือน และชีวิตผู้คน เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ประชากรเพิ่มขึ้น แหล่งทำกินน้อยลง จากการใช้ที่ดินและทรัพยากรในพื้นที่อย่างรีดเค้น บุกรุก ทำลาย ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดความล่มสลายในการประกอบอาชีพของราษฎรในพื้นที่ ระบบนิเวศเสียสมดุลอย่างรุนแรง ราษฎรไม่สามารถประกอบอาชีพได้ดังเดิม พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงห่วงใยในความเดือนร้อนของราษฎร

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงห่วงใยในปัญหาดังกล่าว จึงมีพระราชดำริ ทำโครงการแหลมผักเบี้ย เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2533 เพื่อจัดการเรื่องการบำบัดน้ำเสีย และขยะ โดยมีหลักสำคัญ 3 ประการ คือ การให้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ การใช้เทคโนโลยีอย่างง่าย และเน้นความประหยัด สามารถปรับใช้ได้กับตามแต่วัสดุในท้องถิ่น

ในอดีต บริเวณอ่าวคุ้งกระเบนจังหวัดจันทบุรี พื้นที่ชายฝั่งภาคตะวันออก ที่อุดมด้วยทรัพยากรอันมีค่า มีสภาพเสื่อมโทรมจากการทำประมงที่ผิดวิธี การจับสัตว์น้ำที่เกินกำลังการผลิตของธรรมชาติ ประการสำคัญคือพื้นที่ชายฝั่่งถูกบุกรุกทำลาย ส่งผลให้น้ำทะเลรุกร้ำพื้นที่ราบลุ่มทางการเกษตร จนเกิดปัญหาดินเค็มและผลผลิตได้รับความเสียหาย นำไปสู่การบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ บริเวณภูเขาเพื่อปักหลักพื้นที่ทำกินใหม่ ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงมีพระราชดำริให้พิจารณาพื้นที่ที่เหมาะสม จัดทำโครงการพัฒนาอาชีพการประมงและการเกษตรในเขตพื้นที่ดินชายฝั่งทะเลของจังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2524 ให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้มกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น โดยทำหน้าที่ศึกษาวิจัยและพัฒนาอาชีพการประมงและการเกษตร ภายใต้แนวคิด “การพัฒนาจากยอดเขา สู่ท้องทะเล” บูรณาการความรู้ทางวิชาการ ควบคู่ไปกับภูมิปัญญาคนในท้องถิ่น

เมื่อปี พศ ๒๔๙๘ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไป 15 จังหวัดของภาคอีสาน ทรงทอดพระเนตรเห็นความแห้งแล้งอย่างรุนแรง ขาดน้ำในการดำรงชีวิตและในการเกษตร ด้วยพระอัจฉริยะภาพของพระองค์ ทรงสังเกตเห็นบางสิ่ง จนมีพระราชดำรัสว่า... “...เงยดูท้องฟ้า มีเมฆ ทำไมมีเมฆอย่างนี้ ทำไมจะดึงเมฆนี่ลงมาให้ได้ ก็เคยได้ยินเรื่องการทำฝน ฝนทำได้ มีหนังสือ เคยอ่านหนังสือทำได้...”

จากปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2538 เกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง ซึ่งเรื้อรังกว่า 2 เดือน ส่งผลให้น้ำท่วมหนักในเขตกรุงเทพและปริมณฑล สาเหตุมาจากพื้นที่ป่าลดลง ไม่มีพื้นที่ซับน้ำจากภูเขา เมื่อน้ำมาถึงชุมชนเร็วแต่กลับมีสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำในเขตเมือง ทำให้น้ำระบายสู่ทะเลช้าลง และก็เอ่อท่วมหนัก สร้างความลำบากให้แก่ประชาชน และทำลายเศรษฐกิจประเทศ

ในอดีต บึงมักกะสันเป็นแหล่งน้ำอยู่ในเขตโรงงานรถไฟ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ขุดขึ้นในปี 2474 เพื่อใช้เป็นแหล่งระบายน้ำ รองรับน้ำเสียและน้ำมันเครื่องจากโรงงานรถไฟ ประกอบกับรอบบึงมีชุมชนแออัด ซึ่งส่วนใหญ่ได้ปล่อยสิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอยลงสู่บึงมักกะสัน จนเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมและน้ำเน่าเสีย

แม่น้ำในกรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำที่มีสีดำคล้ำและเน่าเสีย แถมในน้ำ ยังมีสารเคมี ที่ถูกปล่อยมาจากโรงงาน และการทิ้งสิ่งปฏิกูลต่างๆ ลงในแม่น้ำ ในช่วงหน้าฝน น้ำที่เน่าเสีย ยังส่งกลิ่นเหม็น รบกวนผู้คนที่อาศัยในระแวกใกล้เคียง ด้วยพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยราษฎร ในด้านปัญหาสิ่งแวดล้อม พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำ ให้ก่อตั้งโครงการ น้ำดีไล่น้ำเสีย เพื่อปัญหาน้ำเน่าเสีย ในกรุงเทพมหานคร

ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีไปทางทิศเหนือ ประมาณ 120 กม. เป็นที่ตั้งของโครงการห้วยองคต อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งแต่เดิมเป็นพื้นที่ป่าสงวนที่ถูกบุกรุกทำลาย ทรัพยากรธรรมชาติจึงเสื่อมโทรมลง ความแห้งแล้งได้เข้ามาแทนที่ แต่แล้วการเยียวยาเพื่อรักษาผืนป่าแห่งนี้ก็ได้เริ่มขึ้น ในราวปี 2533 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระราชดำริให้จัดทำโครงการเพื่อช่วยเหลือราษฎรที่อยู่ในพื้นที่นั้น ทรงพระราชทานพระราชดำริให้จัดหาที่ดินจำนวนหนึ่งเพื่อพัฒนาและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ตำบลหนองปรือ อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี และทรงให้จัดหาแหล่งน้ำเป็นอันดับแรก เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตและทรัพยากรธรรมชาติ ให้ฟื้นกลับคืนความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง และพระราชทานชื่อโครงการว่า โครงการห้วยองคต อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ลุ่มน้ำนครนายกเป็นลุ่มน้ำสาขาหนึ่งของลุ่มน้ำบางประกง ครอบคลุมพื้นที่ อ.เมือง อ.บ้านนา อ.ปากพลี อ.องครักษ์ จ.นครนายก มีเนื้อที่ประมาณ 2430 ตาราง กม. ไหลไปประจบกับแม่น้ำปราจีนบุรี ลุ่มน้ำนครนายกตอนบนมีต้นกำเนิดอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพราะลักษณะภูมิประเทศบริเวณลุ่มน้ำเป็นหุบเขาแคบๆ และพื้นที่สูงชัน เป็นเหตุให้เกิดน้ำไหลบ่าอย่างรุนแรงในช่วงฤดูฝน และน้ำท่วมขังในบริเวณพื้นที่ราบเป็นเวลานาน ซ้ำยังมีปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง

นับตั้งแต่อดีตในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสักมีต้นน้ำจากจังหวัดเพชรบูรณ์ ปริมาณน้ำที่เยอะมากและสร้างปัญหาอุกภัยในช่วงน้ำหลากไล่มาถึงลพบุรี สระบุรี อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ รวมถึงปัญหาความแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ ด้วยพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยราษฎร พระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบตร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระราชดำริถึงการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ แม่น้ำป่าสัก ให้มีการศึกษาและพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักอย่างจริงจังและเร่งด่วน ซึ่งกรมชลประทานได้สนองแนวพระราชดำริ ในปีพศ 2532 ทรงลงพื้นที่สำรวจสภาพแวดล้อมด้วยพระองค์เอง เขื่อนป่าสักได้ดำเนินการก่อสร้างขึ้นในปี พศ 2537 ใช้เวลาก่อสร้างเขื่อนเป็นเวลา 5 ปี ได้มีพิธีปฐมฤกษ์กักเก็บน้ำเขื่อนในปี พศ 2541 และทรงพระราชทานนามเขื่อนแห่งนี้ว่า “เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อันหมายถึงเขื่อนแม่น้ำป่าสัก ที่กักเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ” และเป็นเขื่อนที่มีขนาดใหญ่ ที่สุดในประเทศไทย

Powered by MakeWebEasy.com