ทศพิธราชธรรม ข้อ 10. "อวิโรธนะ"

Last updated: 20 ธ.ค. 2564  |  2541 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ทศพิธราชธรรม ข้อ 10. "อวิโรธนะ"

10. "อวิโรธนะ"

ความหนักแน่น เที่ยงธรรม

    ทรงรักษาความเที่ยงธรรม และความยุติธรรมไม่ให้เบี่ยงเบนไปจากความถูกต้อง ทั้งในพระราชจริยวัตรและพระราชวินิจฉัย ไม่เอนเอียงหวั่นไหว ไม่ยินดียินร้ายต่ออคติทั้งปวง ไม่ประพฤติผิดไปจากพระราชประเพณี

 

 

อวิโรธนะ- ความหนักแน่น เที่ยงธรรม

    “การที่จะทำงานให้สัมฤทธิ์ผลที่พึงปรารถนา คือที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรมด้วยนั้น จะอาศัยความรู้แต่เพียงอย่างเดียวมิได้จำเป็นต้องอาศัยความสุจริต ความบริสุทธิ์ใจและความถูกต้องเป็นธรรมประกอบด้วยเพราะเหตุว่าความรู้นั้นเป็นเหมือนเครื่องยนต์ที่ทำให้ยวดยานเคลื่อนไปได้ประการเดียวส่วนคุณธรรมดังกล่าวแล้วเป็นเสมือนหนึ่งพวงมาลัยหรือหางเสือ ซึ่งเป็นปัจจัยที่นำพาให้ยวดยานดำเนินไปถูกทางด้วยความสวัสดี คือปลอดภัยจนบรรลุถึงจุดหมายที่พึงประสงค์…”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยรามคำแหง วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2520

 

  อวิโรธนะ หมายถึง การวางตนเป็นหลักหนักแน่นในธรรม ไม่เอนเอียงหวั่นไหว เพราะถ้อยคำดี ร้าย สาธุ ลาภ สักการะใด ๆดำรงมั่นในธรรม คือระเบียบแบบแผนหลักการปกครอง ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความถูกต้องดีงาม ความสุจริต ความยุติธรรมและความเที่ยงธรรมจากบันทึกการบรรยายปาฐกถาพิเศษของดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เรื่อง “พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” โดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงอยู่ใต้กฎหมาย ทรงสอนด้านการปกครองด้วยความระมัดระวัง เมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤติด้านการเมือง พระองค์ทรงเตือนสติให้สงบ แต่ไม่เคยตัดสินถูกผิดให้แก่ผู้ใด

    “ผมฟังมากับหูตัวเอง ทรงบอกว่าฉันต้องระวังตัว เพราะว่าอย่าลืมนะว่า ในจังหวะใดก็ตาม ยังมีรัฐบาลอยู่นั้น ฉันไม่มีหน้าที่อะไรต้องออกมา เพราะรัฐบาลนั้นเขาก็ต้องอิงกฎหมาย จะผิดจะถูกนี่ไม่ใช่ประเด็นนะ ถ้ายังมีกฎหมายอยู่ หรือมีรัฐบาลอยู่รัฐบาลก็พึงจะใช้กฎหมายดำเนินการไป ผิดถูกเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบ จะให้ฉันไปสอดแทรก จะให้ไปหยุด ฉันบอกให้อีกฝ่ายหนึ่งหยุดก็หาว่าฉันเข้าข้างรัฐบาล ครั้นฉันจะไปห้ามรัฐบาลให้หยุด ฉันก็จะถูกหาว่าไปเข้าข้างฝ่ายแอนตี้รัฐบาล ฉันทำไม่ได้ไม่ใช่หน้าที่ฉัน”

  นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เคยให้สัมภาษณ์แก่นักข่าวต่างประเทศไว้ตอนหนึ่งในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ฉบับวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2550 ว่า “…สำหรับผม พระองค์ท่านทรงยึดตัวบทกฎหมายตามตัวอักษรและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด…ตลอดระยะเวลาที่ผมทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีทั้งสองครั้งนั้นผมได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯถวายรายงาน ไม่เคยมีรับสั่งใด ๆ แม้แต่ครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับการเมืองของประเทศ”

  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระบรมราโชวาทเตือนสติแก่รัฐบาล ข้าราชการ และประชาชนโดยทั่วไปให้ตั้งต้นอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริตยุติธรรมและเที่ยงธรรมอยู่เสมอ อย่าให้มีอคติความลำเอียงหรือความหวั่นไหวด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งมาครอบงำได้ ดังที่ปรากฏในหนังสือธ ร่มเกล้า ชาวสยาม ความว่า

    “…การพิจารณาตัดสินอรรถคดีนั้นกระทำตามตัวบทกฎหมาย ตัวบทกฎหมายจึงสำคัญมาก และจะต้องมีบทบัญญัติอันถูกต้องเป็นธรรมปราศจากช่องโหว่…ความไม่เป็นธรรมหากจะเกิดขึ้นในการตัดสินอรรถคดี ไม่ใช่จะอยู่ที่ตัวบทกฎหมาย แต่อยู่ที่ตัวบุคคล ตราบใดที่ผู้ใช้กฎหมายมีความสุจริตมีจรรยา และมโนธรรมของนักกฎหมายมั่นคงแล้ว ก็ไม่ควรจะเกิดความผิดพลาด

    “…ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้ทุกคนสร้างตนให้เป็นนักกฎหมายที่ดีที่แท้โดยฝึกตนให้มีความกล้าในอาชีพของนักกฎหมาย คือกล้าที่จะปฏิบัติการตามความถูกต้องเที่ยงตรงตามกฎหมายและศีลธรรมไม่ปล่อยให้ภยาคติคือความลำเอียงไปด้วยความหวาดกลัวในอิทธิพลต่าง ๆ เข้าครอบงำสำหรับเป็นกำลังส่งให้ทำงานได้ด้วยความองอาจมั่นใจและมุมานะ…”

  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักมากที่สุดพระองค์หนึ่งของโลก ด้วยพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการที่ทรงเสียสละความสุขส่วนพระองค์เพื่อปวงชนชาวไทย และพระราชจริยวัตรที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม จึงกล่าวได้ว่า พระองค์ทรงเป็น “พระราชาผู้ทรงธรรม” โดยแท้จริงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ผู้เป็นยิ่งกว่า “กำลังของแผ่นดิน” พระองค์นี้ จะสถิตในดวงใจประชาชนทุกคนตราบนิรันดร์

ข้อมูลจาก นิตยสาร Secret

 

 
  คนดีต้องเข้มแข็งในความดี

Powered by MakeWebEasy.com